ระบบบริหารจัดการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม V.1.5/2560(Innovation Management System)

1,096iTems

ทำเนียบนักวิจัย กรมวิทยฯ

คลิ๊กเพื่อดูรายละเอียด

622iTems

องค์ความรู้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

คลิ๊กเพื่อดูรายละเอียด

36iTems

นวัตกรรมและเทคโนโลยี

คลิ๊กเพื่อดูรายละเอียด

0iTems

ทรัพย์สินทางปัญญา

คลิ๊กเพื่อดูรายละเอียด
ผลงานเด่นที่ได้รับรางวัล (ด้านองค์ความรู้) 20 รางวัล
50% Increase in 150 Days     คลิ๊กเพื่อดูรายละเอียด
ผลงานเด่นที่ได้รับรางวัล (ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี) 1 รางวัล
20% Increase in 300 Days     คลิ๊กเพื่อดูรายละเอียด

บัญชีนวัตกรรมและเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

หน่วยงานที่สังกัด

รายงานสรุปบัญชีนวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์

ลำดับรูปภาพชื่อนวัตกรรม
1.ประเภทนวัตกรรม:ชุดทดสอบ/น้ำยาทดสอบ/น้ำยาตรวจวินิจฉัย[1]
1 ชุดทดสอบ DMSc alpha-thal 1 ()
เป็นนวัตกรรมแรกของประเทศไทยและของโลกที่นำเทคนิค Real Time PCR มาประยุกต์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของยีน alpha-thalassemia 1 ที่สามารถตรวจได้ครบทั้งสองชนิดที่มีรายงานในประชากรไทย คือ ชนิด SEA (Southeast Asia) และชนิด Thai เพื่อประเมินความเสี่ยงหญิงตั้งครรภ์และสามีในการมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง Hb Bart s Hydrops Fetalis ทารกมีอาการซีด บวม และเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด ส่วนหญิงที่ตั้งครรภ์บุตรเป็นโรค Hb Bart’s Hydrops Fetalis จะมีอาการครรภ์เป็นพิษ บวม ความดันเลือดสูง มีอาการคลอดผิดปกติ ตกเลือดหลังคลอด หากอาการรุนแรงมากและไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีความน่าเชื่อถือและรวดเร็วทันเวลา เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แพทย์และพยาบาลสามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์กลุ่มนี้ได้อย่างทันท่วงที         
2 ชุดทดสอบ DMSc alpha-thal 1 plus ()
เป็นชุดทดสอบที่พัฒนาต่อยอดจากชุดทดสอบ DMSc alpha-thal 1 ซึ่งไม่สามารถใช้งานกับเครื่อง Real Time PCR รุ่นใหม่ได้ เนื่องจากระบบตรวจวัดสัญญาณสีฟลูออเรสเซนต์ของเครื่องรุ่นใหม่กับสีฟลูออเรสเซนต์ของ Probe ในชุดทดสอบ DMSc alpha-thal 1 ต่างกัน   
2.ประเภทนวัตกรรม:วิธีเคราะห์/วิธีทดสอบ/วิธีตรวจวินิจฉัย[2]
1 การศึกษาระดับฮีโมโกลบิน A2 ในผู้ป่วยพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้าที่มีพาหะธาลัสซีเมียชนิดอัลฟ่าร่วม ( The level of Hemoglobin A2 of double heterozygous a –thalassemia / b- thalassemia ()
ภาวะ Hydrops Fetalis เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงที่สุด ทำให้เกิดครรภ์เป็นพิษ มารดาเสียชีวิตถ้ารักษาไม่ทันและเด็กมักเสียชีวิตในครรภ์หรือตายหลังคลอดไม่นาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ นโยบายธาลัสซีเมียแห่งชาติจึงกำหนดให้ตรวจหายีนของพาหะธาลัสซีเมียชนิด a0 ในคู่สามีภรรยาที่เสี่ยงต่อการมีบุตร Hydrop Fetalis ทุกคู่ ดังน้นการคัดเลือกคู่เสี่ยงจึงมีความสำคัญ จำเป็นต้องคัดเลือกได้อย่างถูกต้อง ปัญหาการไม่ได้วินิจฉัยคู่เสี่ยงพาหะธาลัสซีเมียชนิด a0 ส่วนใหญ่เกิดกับคนไข้ที่เป็นหาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า จึงทำการศึกษาระดับฮีโมโกลบิน A2 ของผู้ป่วยพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้าที่เป็นพาหะและไม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิด a0 ทำการตรวจยืนยันด้วยวิธี PCR และนำค่า MCV  MCH  Hemoglobin พิจารณา เพื่อสร้างเกณฑ์คัดเลือกคู่เสี่ยงต่อการมีบุตร Hydrops Fetalis จากการศึกษาพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า จำนวน 50 ราย (ฮีโมโกลบิน A2 = 4.1-6.6%) พบผู้ป่วย 2 ราย(ฮีโมโกลบิน A2 = 5.6% และ 6.1% ) ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียชนิด a0 คิดเป็น 4 % โดยผล Hemoglobin MCV MCH RDW ของผู้ป่วยไม่แตกต่างกันจากกลุ่มที่ไม่มีพาหะธาลัสซีเมียชนิด a0 ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเด็กภาวะ Hydrops Fetalis จึงควรตรวจ a thal1 PCR ให้กับคู่สมรสพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า ทุกราย
2 ซีโรทัยป์ของเชื้อซัลโมเนลลาที่แยกได้จากผู้ป่วยในภาคกลางตอนล่าง ()
การศึกษานี้นำเสนอข้อมูลความชุกของซัลโมเนลลาซีโรทัยป์ต่างๆ ที่ก่อโรคในผู้ป่วยเขตภาคกลางตอนล่าง ในช่วงสิงหาคม 2544-ธันวาคม 2548 จากเชื้อซัลโมเนลล่าที่แยกได้จากอุจจาระของผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วง 417 สายพันธุ์ จากเลือดและไขกระดูก 64 สายพันธุ์ และจากแหล่งอื่นๆ ได้แก่ ปัสสาวะ และหนอง จำนวน 8 สายพันธุ์ เมื่อนำมาจำแนกซีโรทัยป์และทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะพบว่าสามารถจำแนกซัลโมเนลล่าได้ทั้งหมด 51 ซีโรทัยป์ โดยพบซีโรทัยป์สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ S. Typhimurium (group B) ร้อยละ 13 S. Weltevreden (group E) ร้อยละ 13 S. Anatum (group E) ร้อยละ 10 เป้นต้น ซีโรทัยป์ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ S. Choleraesuis (33%) S. Typhimurium (28%) S. Enteritidis (17%) และ S. Typhi (13%) และซีโรทัยป์เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงในผู้ป่วยที่พบได้บ่อยที่สุดคือ S. Weltevreden (group E) ร้อยละ 14 S. Anatum(group E) ร้อยละ 12 S. Typhimurium (group B) ร้อยละ 10 S. Stanley (group B) ร้อยละ 7 S. Rissen (group C) ร้อยละ 7 S. Panama (group D) ร้อยละ 5 และ S. Enteritidis (group D) ร้อยละ 5 จากมากไปน้อยตามลำดับ เชื้อในกลุ่มซีโรทัยป์ที่สามารถเข้าในกระแสเลือดและที่ก่อให้เกิดอุจจาระร่วง มีรูปแบบการดื้อยาคล้ายคลึงกับซีโรทัยป์อื่นที่พบเด่นๆ คือ มีโอกาสดื้อยาในกลุ่ม Tetracyclin (ร้อยละ 57-93) Co-trimoxazole (ร้อยละ 40-79) และ Sulphonamides (ร้อยละ 53-100) มากที่สุด ยกเว้น S. Weltevreden ซึ่งมีอัตราการดื้อยาต่ำต่อยาทุกชนิด (ร้อยละ 0-28) ทุกซีโรทัยป์มีอัตราการดื้อต่อยา Norfloxacin และ Ciprofloxacin ต่ำ(ร้อยละ 0-10) และไม่พบซีโรทัยป์ใดที่ดื้อต่อยา Cefotaxime และ Ceftriaxone สำหรับ S. Typhimurium (group B) และ S. Choleraesuis (group C) มีความชุกสูง มักติดเชื้อเข้ากระแสเลือด และมีอัตราการดื้อต่อยาหลายชนิดค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไปในเรื่องการดื้อยา    
3 Serotypes and antimicrobial resistance of salmonella enterica SSP in central Thailand, 2001-2006 (Serotypes and antimicrobial resistance of salmonella enterica SSP in central Thailand, 2001-2006)
This study was carried out to elucidate the epidemiological trends and antimicrobial susceptibilities against Salmonella serovars among Thai patients and asymptomatic carriers during 2001-2006 in central Thailand. A total of 1 401 human and 260 non-human isolates from various sources were included. The isolates were characterized using serotyping and antimicrobial susceptibility testing. The most common serovars in patients submitting stool samples were S. Weltevreden  S. Stanley  
4 การตรวจ Molecular subtype ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ()
เป็นนวัตกรรมบริการการตรวจ Molecular Subtype โดยการวิเคราะห์การแสดงออกของยีนที่เหมาะสมต่อมะเร็งเต้านม 50 ยีน สามารถแยกชนิด Luminal A/B  Basal like และ Her2 Enrich และการประเมินความเสี่ยงในการกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ใช้เป็นแนวทางให้แพทย์สามารถเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายในลักษณะ personalize medicine ลดการใช้ Chemotherapy โดยไม่จำเป็น นับเป็นประโยชน์ในการรักษาและพัฒนาชีวิตผู้ป่วย   
5 ข้อกำหนดทางเคมีของรากช้าพลู ()
    
6 การตรวจสอบคุณภาพเซลล์ต้นกำเนิด ()
วิธีการตรวจสอบคุณภาพของเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อความปลอดภัยในการรักษาผู้ป่วย ครอบคลุมการตรวจสอบคุณภาพ 4 กลุ่ม ตามข้อกำหนดสากล GMP และ INDs ได้แก่ - การทดสอบการปนเปื้อนจุลชีพประกอบด้วยการเพาะเชื้อจุลชีพโดยตรง (Sterility Test) ครอบคลุมทั้ง Aerobic Bacteria  Anaerobic Bacteria และ Fungus และการตรวจหาการปนเปื้อนเชื้อ Mycoplasma โดยวิธี PCR - การทดสอบความบริสุทธิ์ ปราศจากการปนเปื้อน Endotoxin - การทดสอบคุณสมบัติเฉพาะของเซลล์ต้นกำเนิด โดยการทดสอบ CD Marker บนผิวเซลล์ ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดแต่ละชนิดมีการแสดงออกของแอนติเจนบนผิวเซลล์แตกต่างกัน - การทดสอบ Potency โดยวิธี Colony Forming Unit และการทดสอบความสามารถของเซลล์ในการ Differentiation และการทดสอบ Viability  
7 การตรวจกลุ่มอาการดาวน์ โดยเทคนิค Molecular Karyotyping ()
เทคนิค Molecular Karyotyping สามารถตรวจวินิจฉัยตัวอย่างทารกในครรภ์ โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยงเซลล์ การวิเคราะห์และอ่านผลทำโดยเครื่องอัตโนมัติ ทราบผลรวดเร็วภายใน 2 วัน สามารถตรวจความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมคู่ที่ 21 และโครโมโซมคู่อื่นที่พบความผิดปกติบ่อย ได้แก่ 18  13  X และ Y รวมถึงการตรวจพบ microdeletion และ microduplication ซึ่งเป็นข้อดีอีกประการที่เหนือกว่าวิธีมาตรฐาน (Conventional Karyotyping)  
3.ประเภทนวัตกรรม:วัสดอ้างอิง[3]
1 DMSc Hb typing control ()
เป็นวัสดุควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณฮีโมโกลบิน สามารถใช้ในการควบคุมคุณภาพภายในห้องปฏิบัติการ และการทดสอบความชำนาญทางห้องปฏิบัติการ เป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพการตรวจของห้องปฏิบัติการในประเทศให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดการนำเข้าสินค้าราคาแพงจากต่างประเทศ    
4.ประเภทนวัตกรรม:เซลส์บำบัด[5]
1 DMSc Stem Plus ()
เป็น Bone Marrow Mononuclear Cells จากไขกระดูก ซึ่งประกอบด้วย เซลล์ต้นกำเนิดหลายชนิดอยู่รวมกัน ได้แก่ Hematopoietic Stem Cells  Mesenchymal Stem Cells และ Endothelial Progenitor Cells สำหรับใช้ในการพัฒนาวิธีรักษาผู้ป่วย     
2 DMSc Stem Pro ()
เป็นเซลล์ต้นกำเนิดชนิด Mesenchymal Stem Cell ที่เพาะเลี้ยงจากไขกระดูกของผู้ป่วยเอง โดยวิธีดั้งเดิมที่ใช้ Fetal Bovine Serum สำหรับใช้ในการพัฒนาวิธีรักษาผู้ป่วย     
3 DMSc Stem Safe ()
เป็นเซลล์ต้นกำเนิดชนิด Mesenchymal Stem Cell ที่เพาะเลี้ยงจากไขกระดูกของผู้ป่วยเอง โดยใช้อาหารเลี้ยงเซลล์ที่พัฒนาโดยศูนย์เซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่หลีกเลี่ยงการใช้ Fetal Bovine Serum ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สำหรับใช้ในการพัฒนาวิธีรักษาผู้ป่วย   
5.ประเภทนวัตกรรม:ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร[6]
1 สารปนเปื้นและสารตกค้างในยาสมุนไพร: การควบคุมคุณภาพในตำรายา ()
-    
6.ประเภทนวัตกรรม:กระบวนการอื่นๆ[8]
1 N 07 15 025 ข้อกำหนดเพิ่มเติมด้านวิชาการ ตามมาตรฐาน ISO 15189 สาขาเคมีคลินิก ()
  การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นแนวทางการตรวจประเมิน ISO 15189 ด้านวิชาการ สาขาเคมีคลินิก      
2 ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการแก้ไขข้อบกพร่อง จากการตรวจประเมินห้องปฏิบัติการ ทางการแพทย์ ตามมาตรฐาน ISO 15189 ()
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการแก้ไขข้อบกพร่องของห้องปฏิบัติการจากการตรวจประเมินความสามารถ ห้องปฏิบัติการ ตามมาตรฐาน ISO 15189 เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังของห้องปฏิบัติการที่รับการตรวจประเมิน ระหว่างเดือนมกราคม 2553 – ธันวาคม 2556 จำนวน 76 ห้องปฏิบัติการ โดยใช้สถิติ pair t- test และสถิติเชิงวิเคราะห์ด้วย การวิเคราะห์การถดถอยพหุโลจิสติก (Multiple logistic regression) ปัจจัยที่มีผลต่อเวลาแก้ไขข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ได้แก่ จำนวนปีที่ได้รับการรับรองโดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมากกว่าค่าเฉลี่ย 4 ปี จะใช้เวลาแก้ไขข้อบกพร่อง มากกว่าที่ได้รับการรับรองไม่เกิน 4 ปี ถึง 3.67 เท่า โดยใช้เวลา 245 ± 96 วัน และ 189 ± 74 วัน ตามลำดับ และจำนวน ข้อบกพร่องที่ได้รับทั้งหมด หากจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ย 23 ข้อ จะใช้เวลาแก้ไขข้อบกพร่องมากกว่าห้องปฏิบัติการที่ได้ ข้อบกพร่องทั้งหมดไม่เกิน 23 ข้อ โดยใช้เวลา 240 ± 88 วัน และ 181 ± 85 วัน ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ ข้อบกพร่องตามข้อกำหนด ISO 15189 ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุโลจิสติก โดยใช้ค่าอ้างอิงกลุ่มจากค่าเฉลี่ย 216 วัน พบปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาแก้ไขข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ปัจจัยที่ทำให้ใช้เวลาในการแก้ไขข้อบกพร่อง เสร็จเร็วขึ้น ได้แก่ จำนวนข้อบกพร่องข้อ 4.9 เรื่อง การระบุและการควบคุมสิ่งไม่สอดคล้อง และข้อ 4.15 เรื่อง การทบทวน ระบบบริหารจัดการ 2) ปัจจัยที่ทำให้ระยะเวลาแก้ไขข้อบกพร่องนานขึ้น ได้แก่ จำนวนปีที่ได้รับการรับรองที่มากกว่า 4 ปี จำนวนข้อบกพร่องข้อ 4.3 เรื่อง การควบคุมเอกสาร และ ข้อ 4.13 เรื่อง บันทึกด้านคุณภาพและวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่อง เกี่ยวกับเอกสารและการตรวจสอบระบบคุณภาพ จึงควรนำไปพิจารณากำหนดกิจกรรมในแผนพัฒนาคุณภาพและพิจารณา กำหนดเกณฑ์การตรวจติดตามระบบคุณภาพไว้ในแผนการตรวจติดตามระบบคุณภาพประจำปี เพื่อธำรงรักษาระบบคุณภาพ ห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากลไว้ตลอดไป    
3 หนังสือ สธ 15189:2556 แนวทางการพัฒนาคุณภาพและความสามารถสู่ระดับสากล Guideline for quality and competence development complying to international standard ()
-      
4 หนังสือ สธ 15190:2556 ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ Medical laboratories-Requirements for safety ()
-      
5 หนังสือ สธ 19011: 2556 แนวทางตรวจประเมินระบบบริหารคุณภาพและ/หรือสิ่งแวดล้อม Guidelinefor quality and/or environmental management systems auditing ()
-      
6 หนังสือเงื่อนไขข้อกำหนดสมาชิกการประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ ปีงบประมาณ 2560 ()
-    
7 หนังสือนโยบายข้อกำหนดและเงื่อนไข การรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการของสถานพยาบาลตรวจสุขภาพคนหางานที่จะไปทำงานต่างประเทศ ()
นโยบาย ข้อกำหนดและเงื่อนไข แก้ไขปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเพื่อยกระดับมาตรฐานโดยเพิ่มข้อกำหนดให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากล ISO 15189 มากขึ้น และเพิ่มเนื้อหาสาระสำคัญซึ่งการปรับปรุงแก้ไขเอกสาร ฉบับนี้ขึ้นเพื่อให้สถานพยาบาลตรวจสุขภาพคนหางานฯ ไปแนวทางเดียวกัน      
8 หนังสือประมวลผลข้อบกพร่องและข้อสังเกตของห้องปฏิบัติการของสถานพยาบาลตรวจสุขภาพคนหางานที่จะไปทำงานต่างประเทศ ()
การประมวลข้อบกพร่องและข้อสังเกตุของห้องปฏิบัติการของสถานพยาบาลตรวจสุขภาพคนหางานที่จะไปทำงานต่างประเทศ ที่ผ่านการรับรองความสามรถจากคณะกรรมการการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการ้านการแพทย์ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ห้องปฏิบัติการดังกล่าวได้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาความสามารถห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว      
9 เอกสารคู่มือ GLP Compliance Monitoring Programme Manual ()
-    
10 BLQS Disc:2016 (BLQS Disc:2016)
เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารวิชาการเกี่ยวกับคุณภาพห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และสาธารณสุข  ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก    
11 การประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์โดยองค์กรภายนอก สาขาภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก รายการทดสอบ ซิฟิลิส ()
-    
12 การประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์โดยองค์กรภายนอก สาขาภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก รายการทดสอบ Thyroid Function Test (FT3,FT4,TSH,T3,T4) ()
-    
13 ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนข้อบกพร่องที่ได้รับจากการตรวจประเมินความปลอดภัยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ตามมาตรฐาน ISO 15190:2004 ()
-    
14 การประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์สาขาโลหิตวิทยา ชนิดของเซลล์เม็ดเลือดโดยภาพถ่าย External Quality Assessment in Blood Picture ()
-    
15 การประเมินคุณภาพโดยองค์กรภายนอกของตะกอนปัสสาวะระหว่างปี2555 ถึง 2559 External Quality Assessment for Urine Sediment Photograph during 2012 to 2016 ()
-      
16 พัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวตามพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระยะที่สอง ()
-    
17 ประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง (EQAS for Tomur markers ) ()
-    
18 ประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ การตรวจแถบทดสอบปัสสาวะ ( EQAS for Urine strip Test) ()
-    
19 ประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ การทดสอบความเข้ากันได้ของโลหิต ( EQAS for Compatibility Test) ()
-    
20 ประเมินคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ การวินิจฉัยเชื้อราเบื้องต้น (EQAS for Basic Fungus photo survey) ()
-    
21 การวางระบบตรวจสอบขึ้นทะเบียนหน่วยงานทดสอบหรือวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งไม่ได้ทดลองในคน ()
-    
22 สภาพปัญหาและการพัฒนาองค์กรทดสอบหรือศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ได้รับการตรวจสอบขึ้นทะเบียนตามหลักการ OECD GLP ()
        
ลำดับรูปภาพชื่อนวัตกรรม

รายงานสรุปนวัตกรรมและเทคโนโลยี Group by ประเภทนวัตกรรม

Pie Chart

รายงานสรุปนวัตกรรมและเทคโนโลยี Group by ปีงบประมาณ

Donut Chart

รายงานสรุป นวัตกรรมและเทคโนโลยี Group by หน่วยงาน

Pie Chart

รายงานสรุปนวัตกรรมและเทคโนโลยี Group by ประเภทผลผลิต

สรุปจำนวนนวัตกรรมและเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ลำดับประเภทจำนวน
1 นวัตกรรม 36
รวม36

Pie Chart

ดูทั้งหมด? 
ประเภทข่าวประชาสัมพันธ์   
กรมวิทย์ฯเดินหน้าสนับสนุนสินค้าไทย ไว้ใจได้ พัฒนาโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
วันที่โพสต์:11 ก.พ. 2561 NEW

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งอาหารและเครื่องสำอางที่ผสมสมุนไพรให้มีคุณภาพมาตรฐานกว่า 190 รายการ พร้อมส่งเสริมช่องทางการตลาดจนเป็นที่สนใจของต่างชาติที่จะนำไปจำหน่ายในต่างประเทศ ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
          นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวภายหลังร่วมงาน แถลงข่าว "สินค้าไทย ไว้ใจได้ พัฒนาโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์" ว่า ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี อัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการที่สมุนไพรไทยจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงของระบบสุขภาพไทยได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มอบหมายให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ จัดทำโครงการบูรณาการ "การพัฒนาคุณภาพสมุนไพร ด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชน" เพื่อพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน พัฒนาองค์ความรู้ของชุมชนในการผลิตวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการจำหน่ายสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ให้ อ่านต่อ..

Read : 53
กรมวิทย์ ฯ พร้อมประเมินคุณภาพห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ HIV
วันที่โพสต์:11 ก.พ. 2561 NEW

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประเมินคุณภาพห้องปฏิบัติการที่ทำการตรวจเอชไอวีซีโรโลยีของเครือข่ายทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อประกันคุณภาพผลการตรวจวิเคราะห์ว่า มีความถูกต้องแม่นยำ และมีข้อมูลสำหรับการวางแผนพัฒนาประสิทธิภาพห้องปฏิบัติการสมาชิก ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในการให้บริการของสถานพยาบาล และหน่วยงานสาธารณสุขมีระบบคุณภาพตามมาตรฐาน
          นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า การตรวจเชื้อ HIV มีความสำคัญ จำเป็นต้องมีความถูกต้อง เชื่อถือได้ เพื่อให้ผู้มารับการตรวจมีความมั่นใจว่าได้รับการบริการที่มีคุณภาพ ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงจัดให้มีโครงการประเมินคุณภาพห้องปฏิบัติการตรวจเอชไอวีซีโรโลยีแห่งชาติ (National External Quality Assessment Scheme for HIV Serology Testing)โดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2537 ปัจจุบันมีโรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ กว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข เป็นแม่ข่ายในการดำเนินงานและจัดเตรียมตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 4 แห่งในแต่ละภาคของประเทศ ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 8 อุดรธานี และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 อ่านต่อ..

Read : 44

Total 2 Record : 1 Page
Copyright © 2016-2018 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 88/7 บำราศนราดูร ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์. 0-2951-0000,โทรสาร. 0-2591-5974, E-mail :prdmsc@dmsc.mail.go.th All rights ติดต่อเรื่องเทคนิค:E-mail :Chaisofts@Gmail.com,