กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
Department of Medical Sciences

ทะเบียนองค์ความรู้
ความหลากหลายของสายพันธุ์เชื้อวัณโรคและการดื้อยาในเขตภาคเหนือตอนบน   (ภาษาไทย)
ความหลากหลายของสายพันธุ์เชื้อวัณโรคและการดื้อยาในเขตภาคเหนือตอนบน   (ภาษาอังกฤษ)

หน่วยงาน


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

ระยะเวลาในการดำเนินการ


 

งบประมาณ


เริ่มวันที่:28 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2561 จนถึงวันที่: 28 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2561 รวม:0 ปี จำนวนเงิน:0.00 บาท

 รายชื่อผู้ร่วมดำเนินการ


ลำดับชื่อ-นามสกุลตำแหน่งในโครงการ

 บทคัดย่อ


ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคจำนวนมาก ทำให้วัณโรคมีโอกาสแพร่ติดต่อมาก การแยกสายพันธุ์เป็นเครื่องมือทางระบาดวิทยา ใช้ประโยชน์ในการติดตามสอบสวนการเกิดโรค การแพร่ติดต่อ ทำให้ทราบสายพันธุ์เชื้อที่ก่อโรค การกระจายของสายพันธุ์เชื้อ แสดงความหลากหลายและความสัมพันธ์ระหว่างสายพันธุ์ รวมทั้งความสัมพันธ์ของสายพันธุ์กับคุณลักษณะของเชื้อ เช่น สายพันธุ์ของเชื้อวัณโรคกับการดื้อยา งานวิจัยนี้ ศึกษาระบาดวิทยาของวัณโรคและวัณโรคดื้อยาในรูปแบบการแยกสายพันธุ์เชื้อ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับการดื้อยา ทำการแยกสายพันธ์เชื้อวัณโรคด้วยวิธี spoligotyping ซึ่งเป็นวิธีการแยกสายพันธุ์เชื้อวัณโรคที่เป็นมาตรฐานสากล โดยวิเคราะห์ความหลากหลายของ DNA ที่อยู่ระหว่าง DNA repeat จำนวน 43 ตำแหน่ง ได้ผลการตรวจยืนยันเชื้อวัณโรคและสายพันธุ์เชื้อ ข้อมูลสายพันธุ์ที่ได้รวบรวมเป็นข้อมูลสายพันธุ์เชื้อวัณโรค spoligotype ของประเทศไทยในภูมิภาคต่างๆ จำนวนตัวอย่างเชื้อวัณโรคศึกษาเบื้องต้นในเขตภาคเหนือตอนบน 84 ตัวอย่าง เมื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ในฐานข้อมูลสากล Spoligotype (SpoIDB4) พบเชื้อวัณโรคมีรูปแบบ Spoligotype 16 รูปแบบ จัดกลุ่มได้ 6 กลุ่ม และพบสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีในฐานข้อมูล 11 ตัวอย่าง กลุ่มสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ Beijing group คิดเป็นร้อยละ 61.9 (52/84) รองมาได้แกสายพันธุ์ EAI (East African Indian) คิดเป็นร้อยละ 11.9% (10/84) ในกลุ่มนี้พบสายพันธุ์ EAI5 และEAI_NTB (Nonthaburi) มากที่สุด และพบสายพันธุ์อื่น ได้แก่ U T1 และ H3 ซึ่งพบน้อย กล่าวได้ว่าเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ Beijing จัดเป็นสายพันธุ์ที่มีความชุกสูง และเชื้อวัณโรคที่แยกได้จากผู้ป่วยในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีความหลากหลายของสายพันธุ์ การวิเคราะห์สายพันธุ์เชื้อวัณโรคที่ดื้อยาหลายขนาน พบว่าร้อยละส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ Beijing และการดื้อต่อยาหลัก ได้แก่ ยา isoniazid (INH) และ rifampicin (RIF) เกิดจากเปลี่ยนแปลงของ DNA ในยีน KatG และ inhA ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดื้อยา INH โดยมากกว่า 80% ของการดื้อต่อยา INH เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีน KatG และการดื้อยา RIF พบว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีน rpoB ในทุกตัวอย่าง เมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธี sequencing ผลการศึกษาเบื้องต้นนี้ สรุปว่าสายพันธุ์เชื้อวัณโรคในเขตภาคเหนือตอนบนมีความหลากหลาย และสายพันธุ์ Beijing เป็นสายพันธุ์หลักที่พบมากและมักดื้อยา และการดื้อต่อยา INH และ RIF ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีนที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยา มีการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ ข้อมูลสายพันธุ์เชื้อเป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวังโรค และติดตามการแพร่ติดต่อของโรค โดยเฉพาะสายพันธ์ Beijing ที่มักดื้อยา   

 การเผยแพร่


ลำดับกิจกรรมรายละเอียดระยะเวลา
1 การจัดนิทรรศการในงานต่าง ๆ จากโครงการ เรื่อง โครงการ การแยกสายพันธุ์เชื้อวัณโรคด้วยวิธีมาตรฐานใหม่ และการประยุกต์ใช้เพื่อศึกษาระบาดวิทยาวัณโรค เผยแพร่ นำเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ การประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 14-16 กันยายน 2558 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี เริ่ม: 28 พ.ค. 2561 สิ้นสุด: 28 พ.ค. 2561

 รางวัลที่ได้รับ




ฐานข้อมูลองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
http://innovation.dmsc.moph.go.th
ข้อมูล ณ วันที่:๒๘ ต.ค. ๒๕๖๔